แนวปฏิบัติ

แนวทางการปฏิบัติของวัดป่าโสมพนัส

Play Video
แนวทางการปฏิบัติของวัดป่าโสมพนัส (21 นาที)

Way of Mindfulness at Somphanas Temple

Play Video
แนวทางการปฏิบัติของวัดป่าโสมพนัส ภาษาอังกฤษ (21 นาที)

สําหรับผู้ไม่เคยมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส

Play Video

รายการพื้นที่ชีวิต จากประตูบานแรกสู่ความลับของกายใจ (1 ชั่วโมง 37 นาที) การวิจัยชีวิตที่คัดเลือก 4 คนที่แตกต่างกัน มาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส: นักวิจัย, นางแบบ, สแตนด์อัพคอมเมดี้ และนักเขียน

พุทธธรรมกับเป้าหมายชีวิตมนุษย์นั้นถือได้ว่าเป็นอันเดียวกัน

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยการพัฒนาจิต เจริญสติให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จนเป็นวิปัสสนาญาณ รู้เท่าทันความคิดไม่เข้าไปอยู่ในความคิด ออกจากความคิดได้อย่างสิ้นเชิง มีปัญญาทําลายอุปาทานนั้นเสีย หายสงสัยไม่หลงสร้างสมมุติ ภพ ชาติ ไว้เป็นกับดักกักขังจิตตัวเองต่อไป

ผู้ร่วมปฏิบัติในวิธีการนี้มีผลการตอบรับเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนภายในระยะเวลาอันสั้น แม้ว่าจะแตกต่างกันด้วยสมมุติสถานภาพทางสังคม เพศ วัย การศึกษา อาชีพหรือแม้กระทั่งความเข้าใจพื้นฐานต่อเป้าหมายของการปฏิบัติแต่ก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อการรู้ธรรมอย่างใดไม่ ส่งผลต่อคุณภาพของการดําเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนชีวิตได้ประทีปส่องทาง หรือของที่ปิดมานานแล้วถูกเปิดเผย ของที่คว่ำกลับทําให้หงายได้ หรือเหมือนดังเช่นผู้หลงทางแล้วได้รับการชี้บอก  ซึ่งหากน้อมใจลงมือพิสูจน์กันจริงจังอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง ย่อมได้รับอานิสงส์คือความสิ้นทุกข์อย่างแน่นอน

วิธีเจริญสติ

วิธีการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวนี้ ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสกับสติที่เป็นความรู้แจ้งภายในหรือญาณปัญญาได้ไว เพราะขบวนการฝึกฝนไม่เน้นพิธีกรรม เน้นการกําหนดรู้ เฝ้าดูทุกข์โดยตรง แม้การกําหนดรู้ก็ไม่ให้ทําแบบบังคับกดเกร็งเพ่งจ้อง ไม่เปิดโอกาสให้จิตอยู่กับนิวรณ์หรือเผลอมากจนเกินไป ที่สําคัญคือไม่จํากัดอิริยาบถในการฝึก ไม่นิยมนั่งหลับตาเพราะจะทําให้ง่วงง่ายหรือติดสงบ จิตหลบไปยึดความสบายแล้วจะไม่เห็นความคิด หลังจากผ่านการฝึกไปแล้ว ๔ วัน นิวรณ์จะจางคลาย “ตัวรู้ที่เป็นสติ” จะแยกออกจาก “ตัวคิดที่เป็นสังขาร” ได้ค่อนข้างชัดเจน

การเจริญสติแนวนี้ พูดง่าย ฟังง่าย แต่เข้าใจยาก เพราะความเข้าใจในวิธีการนี้ เน้นองค์ความรู้ที่ได้แบบประจักษ์แจ้งผุดขึ้นจากจิต ชนิดที่มันเป็นเอง อันสืบเนื่องมาจากการที่ได้เจริญสติปัฏฐานสี่อย่างจริงจังต่อเนื่องและถูกต้อง “เฝ้าดูอาการกายเคลื่อนไหว เฝ้าดูอาการใจที่นึกคิด” ฝึกสติให้ทําหน้าที่รู้ทุกข์โดยตรง ให้รู้เท่าทันแบบเป็นธรรมชาติ จนกระทั่ง ตัวรู้นี้ตื่นโพลง จิตใจสว่างรู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง อายตนะเปิดกว้างจิตจะเห็นความจริงในจิต เข้าใจจิตเดิมแท้ของตัวเองที่ไม่ถูกปรุงแต่งว่ามันเป็นอย่างไร ที่มันทุกข์เพราะอะไร ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วจะดับอย่างไร จะรู้เห็นเอง

สติจะรู้เองโดยที่เราไม่ต้องกําหนดรู้ จิตมีสภาวะสงบแบบจิตตื่น ไม่ใช่สงบแบบจิตหลับ เกิดการชําระจิตที่สั่งสมอารมณ์มาในอดีตที่เกิดเพราะโมหะ จิตเป็นสัมมาทิฏฐิ มีตาใน เข้าใจปัจจุบัน รู้เท่าทันอารมณ์ปรุงแต่งที่จักเกิดขึ้นในอนาคต จิตจะเกิดปัญญาปล่อยวางหรือคลายทุกข์ในขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นการสํารอกเลยทีเดียว เพราะตัวรู้มีความเร็วเท่าทันตัวคิด สังขารจึงไม่ถูกปรุงแต่ง อาการของไตรลักษณ์จะปรากฏชัดมาก คิดเท่าไร ดับได้เท่านั้น เป็นปัจจุบันธรรมจริงๆ ตัวรู้จะกลายเป็นปัญญาวิราคะธรรม หน่ายต่อความหลงในการสร้างภพชาติในจิต เข้าใจอุปาทานแล้วเกิดการสลัดตัวเองออกจากอุปาทานนั้นอย่างรุนแรง จิตจะสว่างแจ่มแจ้ง มีความผ่องใส อิสระในวิหารธรรม คงความเป็นผู้รู้ได้เองโดย ธรรมชาติ ไม่สงสัยในเรื่องราวของชีวิต